โดย อ๊อด — สุรศักดิ์ ทองโชติฉัตร (Surasak Thongchotchat)
Key Takeaway: สต็อกที่เหมาะสมไม่ได้วัดจากจำนวนชิ้นอย่างเดียว แต่ต้องอ่าน Sales Velocity, Stock Cover และ Lead Time ร่วมกับ Forecast, Campaign และความไม่แน่นอนของ Supply
หากการตลาดสร้าง Demand ได้มากแต่สินค้าไม่พร้อม ธุรกิจจะเสียทั้งยอดขาย ค่าโฆษณา และความเชื่อมั่นลูกค้า แต่หากซื้อสต็อกมากเกินไป เงินสดจะจม พื้นที่คลังเพิ่ม และความเสี่ยงด้านราคา อายุสินค้า หรือ Product Life Cycle สูงขึ้น
ระบบ Stock Planning จึงต้องสร้างสมดุลระหว่าง Availability, Cash Flow และ Risk โดยใช้ข้อมูลความเร็วการขาย ระยะเวลารอสินค้า และ Demand ที่คาดการณ์ได้
Sales Velocity หรือความเร็วการขาย คือจำนวนหน่วยที่ขายได้ต่อช่วงเวลา สูตรพื้นฐานคือ:
Sales Velocity = Units Sold ÷ Selling Days
ควรแยก Normal Day, Campaign Day และ Out-of-Stock Day เพราะค่าเฉลี่ยที่รวมทุกวันอาจหลอกตา หากสินค้าเคยขาดสต็อก ยอดขายจริงต่ำกว่าความต้องการที่แท้ และหากมีแคมเปญใหญ่ ค่าเฉลี่ยอาจสูงเกิน Demand ปกติ
Stock Cover ช่วยแปลงจำนวนคงเหลือให้เป็นเวลาที่ทีมเข้าใจและตัดสินใจได้ สูตรพื้นฐานคือ:
Stock Cover = Usable On-hand Stock ÷ Expected Daily Sales Velocity
คำว่า Usable สำคัญ เพราะสต็อกที่ถูกจอง เสียหาย รอตรวจรับ หรือขายไม่ได้ ไม่ควรถูกนับเท่ากับ Available Stock
Cover ต่ำ: เสี่ยง Stockout และเสีย Momentum
Cover เหมาะสม: รองรับ Demand และรอบเติมสินค้า
Cover สูง: เสี่ยงเงินจม ค่าคลัง และสินค้าหมดบทบาท
Lead Time ไม่ใช่เพียงเวลาผลิตหรือขนส่ง แต่ควรรวมทุกช่วงตั้งแต่ยืนยันคำสั่งซื้อ เตรียมวัตถุดิบ ผลิต ตรวจคุณภาพ ขนส่ง ศุลกากร รับเข้า ติดฉลาก และพร้อมขาย
Total Lead Time = Supplier + Production + Transit + Receiving + Ready-to-Sell
ควรใช้ทั้ง Typical Lead Time และ Risk Lead Time เพราะการวางแผนจากค่าเฉลี่ยเพียงค่าเดียวทำให้ไม่มี Buffer เมื่อเกิดความล่าช้า
สูตรพื้นฐานคือ:
Reorder Point = Demand during Lead Time + Safety Stock
Demand during Lead Time ควรมาจาก Forecast ที่ปรับด้วยแนวโน้ม ฤดูกาล แคมเปญ ราคา และกิจกรรมการตลาด ไม่ใช่นำยอดเฉลี่ยย้อนหลังมาคูณจำนวนวันอย่างเดียว
Safety Stock ควรสะท้อนความผันผวนของ Demand และ Supply สินค้าที่ขายสม่ำเสมอและ Lead Time แม่นอาจใช้ Buffer ต่ำกว่า SKU ที่ยอดแกว่งหรือซัพพลายไม่แน่นอน
Forecast ปกติควรถูก Overlay ด้วย Campaign, Ads, Live, Affiliate, KOL, Promotion, Payday และ Seasonality เพื่อเห็น Demand Spike ล่วงหน้า
Base Demand: ความต้องการที่เกิดโดยไม่มีแคมเปญพิเศษ
Trend: แนวโน้มโตหรือหดจากหลายสัปดาห์
Seasonality: รูปแบบตามเดือน วันเงินเดือน วันหยุด หรือฤดูกาล
Marketing Uplift: ผลเพิ่มจาก Ads, Promotion, Live หรือ KOL
Constraint: ข้อจำกัดด้านงบ Exposure, Stock และ Operation
ต้องระวังการนับ Uplift ซ้ำ เช่น เพิ่มยอดจาก Ads และ Promotion แยกกันทั้งที่ใช้ฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
Hero/Traffic Driver: ต้องให้ Availability สูง เพราะ Stockout กระทบทั้งยอดและ Traffic ร้าน
Profit Driver: รักษาสต็อกโดยคุม Margin และความเร็วให้สมดุล
New/Test: เริ่มล็อตเล็กและกำหนด Learning Goal ก่อน Commit เพิ่ม
Seasonal: สั่งตาม Window และวาง Exit Plan ก่อนจบฤดูกาล
Clear/End of Life: ลดการเติมและเร่งคืนเงินสดจากสต็อกคงเหลือ
Stock Policy เดียวกันทุก SKU จึงไม่เหมาะ เพราะบทบาท ความเสี่ยง และโอกาสของสินค้าไม่เท่ากัน
ABC แบ่งตามความสำคัญต่อยอดขายหรือกำไร ส่วน XYZ แบ่งตามความสม่ำเสมอของ Demand การผสมสองแกนช่วยออกแบบระดับการติดตามและ Safety Stock
AX: สำคัญสูงและขายสม่ำเสมอ ควร Forecast และเติมอย่างใกล้ชิด
AZ: สำคัญสูงแต่ผันผวน ต้องใช้ Scenario และ Risk Buffer
CX: มูลค่าต่ำแต่สม่ำเสมอ อาจใช้กติกาเติมแบบง่าย
CZ: มูลค่าต่ำและผันผวน ควรจำกัดล็อตหรือพิจารณา Clear
สมมติสินค้า A มี Usable Stock 420 ชิ้น ขายปกติ 20 ชิ้นต่อวัน จึงมี Stock Cover 21 วัน Lead Time ปกติ 14 วัน แต่มี Campaign ในอีก 7 วันซึ่งคาดว่าจะเพิ่มความเร็วเป็น 32 ชิ้นต่อวัน
หากใช้ Velocity ปกติอย่างเดียว ทีมอาจคิดว่าสต็อกเพียงพอ แต่เมื่อ Overlay Campaign และ Lead Time จะเห็นว่า Cover ลดเร็วและการสั่งวันนี้อาจเข้าหลังช่วงขาย ทีมต้องเลือกว่าจะเติมเร่งด่วน จำกัด Ads เปลี่ยน SKU ที่ผลัก หรือปรับ Campaign Mix ตัวเลขเป็นข้อมูลจำลองเพื่ออธิบายวิธีคิด
Base: Demand ตาม Forecast หลักและกิจกรรมที่ยืนยันแล้ว
Upside: Ads, Live, KOL หรือ Conversion ทำได้ดีกว่าคาด
Downside: Demand ต่ำ แคมเปญเลื่อน หรือ Supply ล่าช้า
แต่ละ Scenario ควรมี Trigger และ Action เช่น หาก Velocity สูงกว่า Base ต่อเนื่องสองวันให้เร่งเติมหรือจำกัด Exposure หากต่ำกว่า Downside ให้หยุด PO รอบถัดไปหรือเริ่มแผน Clear
On-hand, Available, Reserved และ Inbound
Velocity ปกติ เทียบ Campaign Velocity
Stock Cover ตาม Base/Upside/Downside
Lead Time Actual เทียบ Planned
Reorder Point และวันคาด Stockout
Lost Sales Risk และ Overstock Risk
Inventory Value, Aging และ Cash Tied Up
Owner และ Action Status
Alert ควรเรียงตามผลกระทบ ไม่ใช่แจ้งทุก SKU เท่ากัน เพื่อให้ทีมเห็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจก่อน
Daily: ตรวจ Stockout Risk, Unexpected Velocity, Inbound Delay และ Campaign SKU
Weekly: Reforecast, ทบทวน Cover, PO, Transfer, Ads และ Action State
Monthly: ปรับ Stock Policy, ABC×XYZ, Supplier Performance และ Working Capital
Pre-Campaign: ยืนยัน Stock, Inbound, Allocation และ Fulfillment Capacity
Post-Campaign: แยก Uplift จริง สต็อกคงเหลือ และ Learning เข้ารอบถัดไป
Blind Spot: ใช้ยอดเฉลี่ยที่รวมวันขาดสต็อก ทำให้ Demand ถูกประเมินต่ำ
Blind Spot: นับ Inbound เป็น Available ทั้งที่ยังไม่ผ่าน Receiving
Trade-off: Availability สูงช่วยยอดขาย แต่เพิ่มเงินจมและความเสี่ยง Aging
Dependency: Forecast พึ่ง Campaign Calendar, Price, Ads, Supplier และข้อมูล Operation
Opportunity: การโยก Ads ไปยัง SKU ที่ Cover สูงและพร้อมขายช่วยป้องกันการสูญเสียงบจาก Stockout
Opportunity: การมอง Cover เป็นวันช่วยให้ Marketing และ Supply ใช้ภาษาเดียวกัน
Velocity แยก Normal, Campaign และ OOS แล้วหรือไม่
ใช้ Usable Stock ไม่ใช่ On-hand รวมทั้งหมดหรือไม่
Lead Time รวม Receiving และ Ready-to-Sell แล้วหรือไม่
Forecast รวม Campaign และไม่ Double Count Uplift หรือไม่
Product Role, Life Cycle, Margin และ Cash Flow ถูกพิจารณาหรือไม่
มี Base/Upside/Downside พร้อม Trigger และ Action หรือไม่
PO, Ads และ Campaign ตัดสินใจจากภาพเดียวกันหรือไม่
Stock Planning ที่ดีเชื่อมความเร็วการขายกับจำนวนวันที่เหลือ และเชื่อมวันเหล่านั้นกับเวลาที่ต้องใช้เพื่อเติมสินค้า เมื่อ Sales Velocity, Stock Cover, Lead Time, Forecast และ Campaign Calendar อยู่ในระบบเดียวกัน ธุรกิจจะลดทั้ง Stockout และ Overstock พร้อมใช้เงินสดได้มีประสิทธิภาพขึ้น
หากธุรกิจของคุณมียอดขายและข้อมูลสต็อก แต่ยังวางแผนร่วมกันไม่ได้ ผมรับปรึกษาการตลาด E-commerce, Sales Planning, Stock Planning และ Data-to-Decision ติดต่อได้ผ่านหน้าติดต่อของ OddKub
อ่านแล้วอยากลองใช้กับธุรกิจตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ทักมาคุยกัน 20 นาที ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีการขาย
LINE: oddzz | โทร 065-952-4999